อบรม สถาบันฝึกอบรมสัมมนา ฝึกอบรม หลักสูตรอบรมสัมมนาtraining ฝึกอบรมสัมมนา หลักสูตรอบรมin-house training อบรม ISO

สถาบันฝึกอบรมสัมมนาBIG Q TRAINING จัดฝึกอบรมสัมมนาโดยมีหลักสูตรฝึกอบรมสัมมนาแบบ IN HOUSE TRAINING และ Public Training


คิดสร้างสรรค์ทำงานเชิงบวกCreative & Positive Thinking

การบำรุงรักษาด้วยตนเอง Autonomous Maintenance (AM) (ภาคปฏิบัติ 3 Step) 3วัน

เทคนิคการระดมสมองในการประชุม โดย Mind Map (Brainstorming technic for Meeting by Mind Map)

การบริหารปัญหา/ความผิดพลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

การส่งเสริมและติดตามผล QCC ให้เป็นไปอย่างประสิทธิผล

การเพิ่มผลผลิตด้วยทีม(Team Productivity )

การควบคุมกระบวนการด้วยสถิติ STATISTICAL PROCESS CONTROL (SPC) 2nd Edition สำหรับผู้มีความรู้ทางสถิติ (1วัน)





อบรม ฝึกอบรม Training อบรมสัมมนา หลักสูตรอบรม สถาบันฝึกอบรม อบรมISO In-house Training ISO9001 ISO14001 TS16949


ต้องการแลกลิงค์กับเรา
Copy Code ไปไว้ที่เว็บท่านได้เลยครับ
แล้วเมล์มาแจ้งเราจะนำแบบเนอร์ขจงท่าน
มาติดที่เว็บเรา www.bigq.co.th

ดูลิงค์ทั้งหมด


  
ค่านิยม 3 ประการ ในการสร้างวัฒนธรรมการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนขององค์กร

   ในการแก้ปัญหาคุณภาพ เราคงคุ้นกับคำว่า “สาเหตุธรรมชาติ” คือ สาเหตุที่เรารู้ว่ามันต้องเกิดขึ้นอีกแก้ไม่หมด โดยทั่วไปสาเหตุของปัญหาจะมาจาก 4M (คน, เครื่องจักร, วัตถุดิบ และวิธีการทำงาน) ใน 4M นี้ต้องยอมรับว่า คน เป็นสาเหตุหลักที่สำคัญมาก และแก้ไขได้ยากมาก จากการที่ผมได้เป็นทั้งผู้จัดการฝ่ายผลิต วิทยากร และที่ปรึกษาทางด้าน การจัดการคุณภาพ และการจัดการการผลิต พบว่าทั้งหัวหน้างาน และพนักงานมักจะหลีกเลี่ยงที่จะแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับคน เพราะรู้ว่าควบคุมปัจจัยลำบาก บางโรงงานผู้บริหาร ก็พยายามจัดหาหลักสูตรฝึกอบรมเกี่ยวกับ เทคนิคการแก้ปัญหา เพื่อหาเครื่องมือใหม่ๆ มาจัดการกับปัญหาในโรงงาน อบรมมาเท่าไหร่ปัญหาก็ยังเรื้อรังอยู่เหมือนเดิม เพราะปัญหาอยู่ที่คน ที่ไม่ยอมรับปัญหา เมื่อมีปัญหาแล้วทุกคนมักจะบอกว่าสาเหตุมาจากที่อื่นไม่ได้เกิดจากเรา สุดท้ายปัญหาก็ไม่ได้รับความร่วมมือในการแก้ไข การที่ไม่ยอมรับปัญหาเพราะเกรงว่าผลการปฏิบัติงานของตนเองจะไม่ดี หรือไม่ก็กลัวว่าจะมีงานเพิ่ม
   การที่จะให้ทุกคนช่วยกันแก้ปัญหาเรื้อรังในองค์กรได้นั้น จำเป็นต้องมีการสร้างวัฒนธรรมการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในองค์กร เพื่อให้พนักงานทุกคนมีความตระหนัก และมีจิตสำนึกในการร่วมกันแก้ปัญหา “แล้วจะสร้างได้อย่างไร” มีคำถามนี้เสมอทั้งในโรงงานที่ผมดูแล และที่ผมไปบรรยายตามโรงงานต่างๆ ในแนวทางที่ผมทำ คือ ต้องหาแนวทางที่ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อน (ค่านิยม) และ ให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องให้เป็นวัฒนธรรมขององค์กรให้ได้ แนวทางที่กำหนด คือ
   1) ยอมรับปัญหา
   2) แก้ไขที่ตัวเรา
   3) ปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่อง


   หมายความว่าอย่างไร?
   ยอมรับปัญหา หมายความว่า ถ้าทุกคนเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกัน เมื่อมีปัญหา แล้วทุกคนยอมรับปัญหาว่ามีสาเหตุมาจากเรา ทุกคนก็จะต้องกลับไปพิจารณาในปัญหาที่เกิดขึ้น ปัญหาก็จะไม่หลุดรอดออกไป
   แก้ไขที่ตัวเรา หมายความว่า เมื่อรู้สาเหตุแล้วเราก็แก้ไขปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้น สาเหตุธรรมชาติก็จะค่อยๆ หายไป ระยะยาวกระบวนการก็จะมีความผันแปรน้อยลง
   ปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่อง หมายความว่า เมื่อกระบวนการมีความผันแปรน้อยลง ปัญหาลดลง ผลการปฏิบัติบรรลุเป้าหมาย ก็จะเริ่มเข้าสู่วงจร P D C A คือ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อ ตั้งเป้าหมาย / มาตรฐานให้สูงขึ้น สุดท้ายทั้งเรา และองค์กร ก็จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง

   คำถามต่อมาแล้วจะดำเนินการอย่างไร? ให้เกิดเป็นวัฒนธรรมขององค์กร
   พูดทุกวัน (ให้เกิดความรู้) ต้องตอกย้ำอยู่เป็นประจำ มีประโยชน์ คือ นี่เป็นความจำเป็นขององค์กร เหมือนกับตื่นเช้ามาต้องแปรงฟันจะขาดไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญผู้นำที่เป็นผู้พูดต้องเป็นต้นแบบที่ดี ต้องปฏิบัติเป็นตัวอย่าง และสามารถพูดโน้มน้าวให้เห็นความจำเป็น และประโยชน์ที่จะตามมาได้ เช่น การพูดหน้าแถวตอนเช้าทุกวัน
   ให้เห็นทุกวัน (ให้เกิดความจำ) พิมพ์ใส่กระดาษ A4 ให้ดูน่าอ่าน เป็นการตอกย้ำประสาทสัมผัสเป็นประจำเพื่อให้ไม่ลืม เช่น ติดที่บอร์ดประจำแผนก บอร์ดโรงอาหาร
   ปฏิบัติเป็นประจำ (ให้เกิดเป็นนิสัย) ผู้นำต้องนำ และโน้มน้าวทุกคน ให้ปฏิบัติทุกครั้งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ถึงแม้จะไม่มีการยอมรับในระยะแรกๆ แต่การฝึกไปเรื่อยๆ ด้วยความอดทน จะเริ่มมีคนเห็นด้วยอย่างแน่นอน

   คำถามต่อมา แล้วจะได้ผลหรือ?
   ตอบได้เลยว่าแรกๆ จะยังไม่ได้ผลหรอกในระยะแรก เพราะทุกคนยังไม่เคยชิน! ไม่เชื่อมั่นในแนวทาง! แต่ละคนก็มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงไม่เชื่ออะไรง่ายๆ! เกรงว่าจะมีผลกระทบกับตนเองอาจจะมีงานมากขึ้น! บางคนไม่ถูกกันเกรงจะเสียหน้าถ้ายอมรับว่ามีปัญหา! นานาประการที่จะมีเหตุผลมาอ้าง แต่ผู้นำต้องอดทน และทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องเข้าธรรมชาติของคนด้วยโดยให้แบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่ม
   1) กลุ่มแรกประเภทคิดบวก เป็นกลุ่มที่รักองค์กรอยู่กับองค์มานานอยากให้องค์กรเจริญก้าวหน้า เราต้องทำให้กลุ่มนี้เห็นด้วยกับเรา แล้วเขาจะเป็นกำลังที่ดีที่จะช่วยให้การดำเนินการเป็นไปด้วยดี เพราะเขาอยู่ในองค์กรมานานจะเป็นเหมือนกลุ่มอิทธิพล
   2) กลุ่มที่สองประเภทกลางๆ เป็นกลุ่มที่มีมากที่สุด คนกลุ่มนี้จะคอยดูท่าทีว่าเหตุการณ์ใดเป็นประโยชน์ต่อเขา เขาก็จะร่วมด้วย ถ้าเราสามารถทำให้กลุ่มแรกเห็นพ้องกับเราแล้ว และสามารถดำเนินการไปได้ ก็ให้กลุ่มแรกนั้นช่วยกันทำให้กลุ่มที่สองนี้เห็นด้วยกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรตามแนวทางนี้ บวกกับการดำเนินการอย่างต่อเนื่องของผู้นำ ก็จะค่อยๆมีคนในกลุ่มที่สองนี้เห็นด้วยและปฏิบัติตาม
   3) กลุ่มที่สามประเภทคิดลบ เป็นกลุ่มที่ยากที่จะดึงเข้าร่วมด้วยได้ เพราะคนกลุ่มนี้จะเชิงป้องกัน (ตัวเขาเอง) เป็นอย่างมาก จะมีเหตุผลนานานัปการที่จะไม่ยอมรับ คนในกลุ่มนี้ส่วนมากอยู่มานานเหมือนกับกลุ่มแรกจะเป็นเหมือนกลุ่มอิทธิพลเช่นกัน แต่ก็ไม่ต้องหวั่นไหว เพราะคนในกลุ่มนี้จะมีไม่เกิน 30% นั่นคือถ้าคนในกลุ่มแรก และกลุ่มที่สอง เห็นด้วยเราก็จะมีคนที่เห็นด้วยประมาณ 70%
   จะเห็นว่าถ้าเราทำอย่างต่อเนื่องด้วยความอดทน และอย่างมีหลักการ ก็จะสามารถสร้างวัฒนธรรมการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนขององค์กรได้อย่างแน่นอน ซึ่งจะใช้เวลานานแค่ไหนนั้นคงตอบไม่ได้เพราะขึ้นอยู่กับการจัดการ และสภาพแวดล้อมของแต่ละองค์กร และที่สำคัญเราไม่สามารถทำให้คนทั้งหมดเห็นด้วยกับเราอย่างแน่นอน แต่ถ้าได้สักประมาณ 70% ผมคิดว่าประสบความสำเร็จแล้ว
สิ่งสำคัญ คือ “ถ้าเราทำเหมือนเดิม เราก็ได้ผลเหมือนเดิม”
                “ถ้าเราทำเหมือนเดิม เราก็เจ๊งเหมือนเดิม” 
ดังนั้นเราลองมาเปลี่ยนกันดู เราลองมาสร้างวัฒนธรรมองค์กร ที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหา ทำอย่างต่อเนื่องและอดทน ความสำเร็จย่อมมาถึงอย่างแน่นอน แต่ถ้าวันนี้ไม่คิดทำอะไรเลย ก็จะไม่เห็นผลที่ดีอย่างแน่นอน อย่าลืมว่าเราต้องอยู่กับงาน เราต้องอยู่กับปัญหา ดังนั้นเราต้องมีความสุขกับการแก้ไขปัญหา นี่เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ทุกคนอยู่กับปัญหาอย่างมีความสุข

        โดย
วีรปรัชญ์ สิงห์สัตย์