อบรม สถาบันฝึกอบรมสัมมนา ฝึกอบรม หลักสูตรอบรมสัมมนาtraining ฝึกอบรมสัมมนา หลักสูตรอบรมin-house training อบรม ISO

สถาบันฝึกอบรมสัมมนาBIG Q TRAINING จัดฝึกอบรมสัมมนาโดยมีหลักสูตรฝึกอบรมสัมมนาแบบ IN HOUSE TRAINING และ Public Training


กิจกรรมกลุ่มควบคุมคุณภาพ Quality Control Circle (QCC) 2 วัน

การส่งเสริมและติดตามผล QCC ให้เป็นไปอย่างประสิทธิผล

การจัดการคลังสินค้า (Inventory Management)

การเขียนและการจัดทำรายงานการประชุมอย่างมีประสิทธิภาพ ( TH+EN )

การออกแบบการทดลอง(Design of Experiment: DOE) สำหรับผู้เริ่มต้น

สร้างพลังทีมงานสู่องค์กรที่มุ่งผลสัมฤทธิ์สูงหลักสูตร Team Building

การบริหารเวลา Time management





อบรม ฝึกอบรม Training อบรมสัมมนา หลักสูตรอบรม สถาบันฝึกอบรม อบรมISO In-house Training ISO9001 ISO14001 TS16949


ต้องการแลกลิงค์กับเรา
Copy Code ไปไว้ที่เว็บท่านได้เลยครับ
แล้วเมล์มาแจ้งเราจะนำแบบเนอร์ขจงท่าน
มาติดที่เว็บเรา www.bigq.co.th

ดูลิงค์ทั้งหมด


  
แผนผังความสัมพันธ์(Relation Diagram)

   แผนผังความสัมพันธ์นี้มีความคล้ายคลึงกับแผนผังสาเหตุและผล  (Cause  and  Effect  Diagram)  คือ  จะพยายามหาว่าแต่ละส่วนย่อย ๆ  ของปัญหาหรือสาเหตุที่เกิดขึ้นนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร  และเกี่ยวข้องกันอย่างไร  จุดเด่นของแผนผังชนิดนี้คือ  สามารถเชื่อมโยงทุก ๆ  หน่วยย่อยของปัญหาให้สัมพันธ์กันทุกด้านทุกมุม  (ต่างจากแผนผังสาเหตุและผลที่จะแสดงความสัมพันธ์ของสาเหตุซึ่งเป็นก้างปลาหนึ่งก้างกับปัญหาซึ่งเป็นหัวปลาหนึ่งหัวเท่านั้น  โดยแต่ละก้างปลามิได้แสดงความสัมพันธ์กันแต่อย่างใด)
   ก่อนที่จะมาใช้แผนผังความสัมพันธ์นี้  อาจจะใช้เทคนิคการระดมสมอง  (Brainstorming)  เพื่อขยายความคิดเห็น  และผ่านการทำแผนผังกลุ่มเครือญาติ  (Affinity  Diagram)  เพื่อรวบรวมความคิดมาก่อน

แผนผังความสัมพันธ์คืออะไร
   แผนผังความสัมพันธ์  คือ  แผนผังที่นำข้อมูลความรู้สึกที่ได้จากการระดมสมอง  มาอธิบายให้เป็นเหตุเป็นผลที่มีความเป็นตรรกะมากยิ่งขึ้น

เมื่อไรจึงจะใช้แผนผังความสัมพันธ์
   1.เมื่อต้องการเชื่อมโยงทุกหน่วยย่อยของสาเหตุ  และปัญหาให้ชัดเจนและมีเหตุผลยิ่งขึ้น  เนื่องจากแผนผังความสัมพันธ์นี้จะทำให้เห็นสถานการณ์โดยรวมได้อย่างชัดเจน
   2.เมื่อต้องการหาประเด็นที่สอดคล้องกันในกลุ่มสมาชิก
   3.เมื่อต้องการรังสรรค์ความคิดใหม่ ๆ  ขึ้นมาจากกลุ่มสมาชิก  เพราะจากรูปแบบของแผนผังที่ไม่ตายตัว  (แบบแผนผังสาเหตุและผล)  ทำให้สมาชิกมีอิสระในการจัดกลุ่มหาความสัมพันธ์มากขึ้น
   4.เมื่อต้องการกำหนดความสัมพันธ์ของปัจจัยแต่ละข้อ
   5.เมื่อต้องการสร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างสมาชิกกลุ่มทุกคน

วิธีการสร้างแผนผังความสัมพันธ์
   บริษัทแห่งหนึ่งหลังจากได้ทำกิจกรรม  Zero  Defect  ในสถานที่ทำงานมา  6  เดือนแล้วพบว่าเปอร์เซ็นต์การเกิดของเสียในสายการผลิตไม่ได้ลดลงเลย  ดังนั้นจึงมีการร่วมกันคิดว่าเพราะเหตุใดปัญหาดังกล่าวจึงเกิดขึ้น  เป็นเพราะว่าพนักงานเกิดปัญหาขัดแย้งในการทำกิจกรรมหรือไม่  หรือว่าขาดสารสนเทศที่ดี  ขาดการสร้างวิธีการทำงานให้ถูกต้อง  เพื่อที่จะทำการหาประโยคปัญหา  และนำไปสร้างแผนผังความสัมพันธ์ต่อไป

ขั้นตอนที่ 1  นำปัญหาที่ต้องการหาสาเหตุมาไว้ที่จุดกึ่งกลางชองกระดาษ
   ในขั้นตอนนี้เราจะต้องให้ความสำคัญกับประโยคของปัญหาเป็นอย่างมาก  กล่าวคือ  ประโยคของปัญหาต้องชัดเจน  เช่น  “เปอร์เซ็นต์ของเสียในสายการผลิตไม่ลดลงเลยนับจากการทำกิจกรรม  ZD”


ขั้นตอนที่  2  ระบุสาเหตุของปัญหานั้น
   สมาชิกกลุ่มหรือผู้ร่วมทีมแต่ละคน  ลองระบุถึงสาเหตุที่เป็นไปได้ที่ทำให้ปัญหานั้นเกิดขึ้น  เพื่อยืนยันว่าสมาชิกทุกคนเข้าใจปัญหาที่ว่าไว้จริง ๆ  ซึ่งถ้าสมาชิกแต่ละท่านยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้  หรือระบุแล้วแต่ยังไม่ชัดเจนก็อาจจะต้องเปลี่ยนประโยคปัญหา  หรือเปลี่ยนปัญหาใหม่


ขั้นตอนที่ 3  จัดเตรียมบัตร  (Cards)
   เมื่อมั่นใจว่าทุกคนเข้าใจปัญหาดีแล้ว  ก็ให้สมาชิกแต่ละคนเริ่มเขียนสาเหตุที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหา  โดยเขียนสาเหตุเหล่านั้นลงในบัตร  1  แผ่นต่อ  1  สาเหตุ  ซึ่งต่อไปนี้เราจะเรียกบัตรนี้ว่า  “บัตรข้อความ”


ขั้นตอนที่  4 สร้างผังของบัตรข้อความ
   ในขั้นตอนนี้จะเป็นการเริ่มหาความสัมพันธ์ของบัตรข้อความ  (สาเหตุ)  กับปัญหา  และความสัมพันธ์ระหว่างบัตรข้อความด้วยกันเอง  ดังต่อไปนี้
   4.1 นำบัตรข้อความแผ่นเล็ก ๆ  ที่ได้จากสมาชิกกลุ่มทุกคนมากระจายให้ทั่วกระดาษแผ่นใหญ่
   4.2 จากนั้นนำบัตรข้อความที่มีเนื้อความคล้าย ๆ  กันรวมเข้าไว้ด้วยกัน
   4.3 กลุ่มข้อความกลุ่มใดมีความสัมพันธ์อย่างมากกับปัญหาให้โยกมาไว้ใกล้ ๆ  กัน
ในขั้นตอนที่  3  และ  4  นี้เหมือนกับการทำแผนผังกลุ่มเครือญาติ  (Affinity  Diagram)


ขั้นตอนที่ 5  กำหนดสาเหตุตามลำดับขั้น
   จากขั้นตอนที่  4  เราจะได้ความสัมพันธ์คร่าว ๆ  ของแต่ละกลุ่มแล้ว  ขั้นต่อไปให้ยึดบัตรข้อความทีละใบและดูว่าเป็นเหตุเป็นผลกับบัตรข้อความใบอื่น ๆ  บ้างหรือไม่  หากเป็นเหตุเป็นผลกันให้ลากเส้นลูกศร  โดยให้หางลูกศรอยู่ที่สาเหตุ  และหัวลูกศรอยู่ที่ปัญหา  เช่น  ยึดบัตร  “ไม่มีการบำรุงรักษา”  เอาไว้  แล้วถามคำถามต่อไปว่า
ถามว่า “การที่ไม่มีการบำรุงรักษาเครื่องจักรเกี่ยวข้องกับวัตถุดิบไม่เหมาะสม  หรือไม่”
ตอบ ไม่เกี่ยว  (ก็ข้ามไป  ไม่ต้องโยงลูกศร)
ถามต่อว่า “การที่ไม่มีการบำรุงรักษาเครื่องจักรเกี่ยวข้องกับการที่เครื่องจักรหยุดบ่อยหรือไม่”
ตอบ เกี่ยว  โดยไม่มีการบำรุงรักษา  (เป็นเหตุ)  ทำให้เกิดเครื่องจักรหยุดบ่อย (เป็นผล) (ดังนั้นให้ลากเส้นหากลูกศรจากเหตุไปหาผลซึ่งเป็นหัวลูกศร)

ขั้นตอนที่ 6  แสดงความสัมพันธ์ของแผนผัง
   จากขั้นตอนที่  5  เราจะได้ความสัมพันธ์ในแต่ละลำดับขั้น  แต่ก็ยังไม่เรียกว่ามีความสมบูรณ์  เพราะว่าสาเหตุเหล่านั้นอาจมีความสัมพันธ์ขึ้นตรงต่อกัน  หรือข้ามขั้นกันก็ได้  และนี่คือจุดเด่นที่เหนือกว่าแผนผังก้างปลา  เพราะแผนผังความสัมพันธ์นี้สามารถที่จะแสดงความสัมพันธ์ได้ในหลาย ๆ  มิติ
   6.1 ทำการตรวจสอบความสัมพันธ์ของสาเหตุในบัตรข้อความแต่ละใบกับปัญหาอีก   ครั้งหนึ่ง  อาจทำการโยกย้ายบัตรข้อความใหม่  หรือโยงลูกศรใหม่  เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นและหากมีบัตรข้อความใดที่ไม่เข้าพวกก็ให้ทำการคัดลอกไป
   6.2 หากค้นพบว่า  ยังมีบัตรข้อความใด ๆ  กับปัญหาที่มีความสัมพันธ์กัน  ให้ลากลูกศรเชื่อมโยงอีกเรื่อย ๆ  จนกระทั่งเกิดเป็นสายสัมพันธ์ทั่วทั้งกระดาษ


ขั้นตอนที่  7 อธิบายแผนผัง
   เมื่อแผนผังความสัมพันธ์เสร็จสมบูรณ์แล้ว  คราวนี้ก็มาถึงขั้นตอนการตีความโดยการอ่านแผนผังความสัมพันธ์นี้ให้เริ่มอ่านจากกล่องที่มีหางลูกศรออกมากที่สุดก่อน  โดยหางลูกศรจะหมายถึงสาเหตุ  และหัวลูกศรจะหมายถึงผล  จากแผนผังข้างต้นเราสามารถอ่านได้ว่า
   “การไม่บำรุงรักษาเครื่องจักร  ส่งผลให้เครื่องจักรหยุดบ่อย  และการที่เครื่องจักรหยุดบ่อย  ส่งผลให้มีเปอร์เซ็นต์ของเสียในกระบวนการสูง”
   “การที่พนักงานไม่ได้รับการฝึกอบรม  ส่งผลให้วิธีการทำงานของพนักงานไม่ถูกต้อง  ซึ่งเป็นเหตุทำให้เปอร์เซ็นต์ของเสียในกระบวนการสูง”
   “พนักงานขาดไม่ได้มีผลกระทบใด ๆ  กับเปอร์เซ็นต์ของเสียในกระบวนการสูงเลย”
   โดยเราจะได้ความสัมพันธ์ทั้งหมดของสาเหตุและผลของกิจกรรมแต่ละกิจกรรมที่เกิดขึ้น  ซึ่งกล่องข้อความใดที่มีหางลูกศรออกมากที่สุด  ก็แสดงให้เห็นว่า  กล่องนั้นเป็นสาเหตุรากเหง้า  (Root  Cause)  ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย  ซึ่งหากแก้สาเหตุนี้เพียงสาเหตุเดียวแล้ว  ก็น่าจะทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทั้งหลาย  (หัวลูกศรที่ชี้ไป)  หมดลงไปได้  เช่น
 
จากแผนผังข้างต้น  กล่องที่มีหางลูกศรออกมากที่สุด  2  กล่อง  คือ


โดยมีหางลูกศรออกมากที่สุด  คือ  กล่องละ  2  หาง  นั่นหมายความว่า  หากทำให้มีการบำรุงรักษาเครื่องจักร  และหากพนักงานมีทักษะการทำงานเพิ่มขึ้นแล้ว  จะสามารถแก้ปัญหาอัตราของเสียที่สูงในกระบวนการให้ลดลงได้

การตีความหมายของแผนผังความสัมพันธ์
   สำหรับผู้ที่จะปฏิบัติการแก้ปัญหา  ให้ดูบัตรข้อความที่มีหางลูกศรออกมากที่สุดหรือสาเหตุรากเหง้า  (Root  Cause)  นั้น  อาจจะเป็นสิ่งที่ยากแก่การแก้ไข  ดังนั้น  ก่อนที่จะแก้สาเหตุรากเหง้านี้  อาจจะไปทดลองแก้สาเหตุรอง ๆ  ลงไปก่อน  แต่ถ้าพบว่า  สาเหตุที่  2  ยังแก้ยากอยู่ก็ให้เขยิบออกไปเรื่อย ๆ  หรือนำสาเหตุที่เล็กลงไปอีกมาแก้  และเมื่อแก้สาเหตุเล็ก ๆ  ได้แล้ว  จึงกลับมาแก้สาเหตุใหญ่ ๆ  ต่อไป  ซึ่งในที่สุดปัญหาที่ตั้งไว้ก็จะแก้ไขได้ในที่สุด  (ถ้าไม่สิ้นหวังเสียก่อน)
   สำหรับผู้บริหารหรือผู้ที่ต้องการดูผลลัพธ์  ให้ดูบัตรข้อความที่มีหัวลูกศรชี้เข้าหามากที่สุด  นั่นหมายความว่า  มีสาเหตุหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดผลอันนี้ขึ้น  ผู้บริหารก็อาจจะนำบัตรข้อความนั้น  มาตั้งเป้าหมายขององค์กร  หรือของแผนกก็เป็นได้  แล้วจึงกระจายสาเหตุ  (หางลูกศรของบัตรข้อความ)  ไปให้แผนกที่เกี่ยวข้อง  หรือผู้ที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อไป

การใช้แผนผังความสัมพันธ์ควบคู่กับเครื่องมืออื่น
   1.นำหลักการของพาเรโต  (80 – 20,  20 – 80)  มาทำการคัดเลือกสาเหตุ  โดยเลือกสาเหตุมาแค่  20% ของสาเหตุทั้งหมด  ซึ่งสาเหตุที่เลือกมานี้ต้องเป็นสาเหตุที่เรามั่นใจได้ว่าจะส่งเผลกระทบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นถึง  80%  คือ  เลือกน้อย ๆ  และให้มีผลมาก ๆ
   2.หากต้องการที่จะแสดงความเกี่ยวเนื่องกันของสาเหตุและผล  ก็สามารถที่จะไปใช้แผนผังเมทริกซ์  (Matrix  Diagram)  เพื่อดูระดับความสำคัญของแต่ละสาเหตุได้
   3.หากต้องการหาแนวทางการแก้ไขก็สามารถข้ามไปใช้  แผนผังต้นไม้  (Tree  Diagram)  ต่อได้